บินเดี่ยวเที่ยวมาเลเซีย KL - มะละกา Part 1 Let's go to KL

สวัสดีค่ะ

กลับจากทริปฮ่องกงก็มีทริปต่อมาอีกทันทีนั่นคือทริปมาเลเซียนั่นเอง ทริปนี้จองตั๋วทิ้งไว้ตั้ง 5 เดือนแน่ะ สำหรับทริปฮ่องกงติตตามได้ที่รีวิวนี้ค่ะ >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2016/12/4-3-part-1.html

สำหรับมาเลเซียนั้น เราเคยไปเยือนแล้วครั้งหนึ่งเมื่อทริปปีนังเมื่อ 2015
ติดตามรีวิวปีนังได้ที่นี่ค่ะ >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2015/08/solo-trip-to-penang-part1.html

กลับจากปีนังทำให้เราต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยื่อนมาเลอีกครั้ง รอบนี้กะว่าจะไป KL เมืองหลวงของมาเลเซีย และไฮไลท์หลักเลยของทริปนี้คือ มะละกาค่ะ อยากไปเห็นช่องแคบมะละกา ที่เราเคยเรียนกันในวิชาสังคมตอนเป็นเด็กว่า จริงๆแล้วช่องแคบมะละกา หน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ ^^

**เดินทางเมื่อ 8 -11 กุมภาพันธ์ 2560

Part 2 Selamat Datang ke Melaka >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2017/02/kl-part-2-selamat-datang-ke-melaka.html

Part 3 Melaka - KL >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2017/02/kl-part-3-melaka-kl.html

Part 4 KL..ที่ฉันเห็น (พร้อมสรุปค่าใช้จ่ายทั้งทริป) >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2017/02/kl-part-4-kl.html 

แวะไปพูดคุยกันได้ที่ >> https://www.facebook.com/Journey-of-Arrow-1161356250559423/



การเตรียมตัว

พาสปอร์ต : ต้องมีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือนค่ะ และสามารถอยู่ได้นานถึง 30 โดยไม่ต้องขอวีซ่าค่ะ
ภาษา : ที่มาเลเซียใช้ภาษาบาร์ฮาซ่า เป็นภาษาหลัก แต่จากการไปปีนังพบว่า ผู้คนที่นั่นสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีค่ะ
ค่าเงิน : ที่มาเลใช้เงินสกุลริงกิตค่ะ ตอนที่แลกไปคิดคร่าวๆ 1 ริงกิต เท่ากับ 8 บาทค่ะ
เราไป 4 วันแลกไป 500 ริงกิตค่ะ ประมาณ 4,000 บาท



ระบบไฟฟ้า : ที่มาเลใช้ปลั๊กไม่เหมือนบ้านเราค่ะ จะใช้เป็นแบบ สามขาเหลี่ยม เหมือนที่ฮ่องกง สิงคโปร์
ให้เตรียมปลั๊กหัวแปลงไปด้วยค่ะ
สภาพอากาศ : ค่อนข้างร้อนไปจนถึงร้อนชื้น เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่งตัวเหมือนอยู่ไทยค่ะ แต่ควรจะเรียบร้อยหน่อย เวลาเข้าชมสถานที่ทางศาสนาต่างๆ

เอาล่ะค่ะเตรียมตัวแล้ว พร้อมออกเดินทาง สำหรับทริปนี้เราเลือกใช้บริการของสายการประจำชาติของมาเลเซีย นั่นคือมาเลเซียแอร์ไลน์นั่นเอง เนื่องจากมีแพลนอยากไปมะละกาอยู่แล้ว และทางสายการบินมีโปรออกมาพอดีเลยจัดการจองไปค่ะ ได้มาในราคาไป-กลับ 3,560 บาท  จองผ่านเว็บไซต์สายการบินโดยตรงเลยค่ะ ไม่มีค่าตัดบัตรเครดิต

นี่คือรายละเอียดการเดินทางของเราค่ะ



สำหรับการบินไป KL นั้นมีหลายไฟลท์เลยค่ะ ตั้งแต่เช้ามืดยันดึก แต่เราผิดแผนนิดหน่อยค่ะ ตอนแรกจะบินไปถึงเช้าแล้วนั่งรถต่อไปมะละกา แต่จากทริปปีนังพบว่า ไม่ไหวค่ะ ง่วงและเพลียมากไปถึงปีนังวันแรก ไม่ได้เที่ยวไหนเลย ก็เลยจะไปนอนที่ KL ก่อน1คืนค่อยนั่งรถไปมะละกาค่ะ

ไฟลท์ขาไปเช้ามาก ไปรอที่สุวรรณภูมิเลยค่ะ เคาเตอร์เปิดตอนตีสามครึ่ง ถามเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่าทั้งไฟลท์มีผูู้โดยสาร 20 คน! *O* น้อยจัง สงสัยไฟลท์เช้า ได้บอร์ดดิ้งพาสกะใบขาออกมาแล้วค่ะ

สำหรับมือใหม่หัดขึ้นเครื่องไปต่างประเทศครั้งแรก สามารถเข้าไปอ่านรีวิวได้ที่นี่ค่ะ >> http://iflytosky.blogspot.com/2015/02/blog-post_14.html


ผ่านตม. ไปที่เกท กว่าเกทจะเปิดนี่ก็เกือบตีห้าครึ่งแน่ะค่ะ นึกว่าจะไม่ได้ไปแล้ว ><
โล่งจริงๆค่ะไฟลท์นี้ ><


ขึ้นมาบนเครื่องแล้ว เราจองที่นั่งแถว 24 ไว้ค่ะ แต่ลูกเรือบอกว่า "ยูจะนั่งตรงไหนก็ได้ ผู้โดยสารน้อย"
ก็เลยนั่งแถวที่ 20 ค่ะ ส่วนด้านหลังเรานั้นโล่งค่ะ ไม่มีคนนั่ง เราเหมาหมดเลย ฮ่าๆ


อาหารไฟลท์นี้เราเลือกเป็น Nasi Lemak ค่ะ อาหารของมาเลเซีย อร่อยค่ะ เป็นกุ้ง^^


ทานเสร็จหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนค่ะ จริงๆหย่อนตั้งแต่ตีสามแล้ว ฮ่าๆ แล้วก็นอนค่ะ
งีบไปได้ชั่วโมงกว่าๆก็ตื่นขึ้นมา เช้าแล้วค่ะ ใกล้ถึงKLแล้ว


แล้วก้มาถึงสนามบิน KLIA ค่ะ ถ้าพวกการบินไทย มาเลเซียแอร์ไลน์ จะลงจอดที่นี่ค่ะ ส่วนแอร์เอเชียจะลงจอดที่ KLIA 2 ค่ะ เดินผ่านตรงนี้ไป ก็จะเป็นตม.ค่ะ ส่วนใครจะเปลี่ยนซิมก็สามารถเลือกใช้บริการได้ตามสะดวกเลยค่ะ เคาท์เตอร์ของแต่ละเครือข่ายจะอยู่ฝั่งขวามือค่ะ ก่อนถึงแถวตม.



ส่วนเราไม่เปลี่ยนซิมค่ะ ใช้Wi-fi ฟรีที่ที่พักค่ะ แหะๆ ^^ ช่วงเช้าจะมีเปิดเคาท์เตอร์สำหรับผู้โดยสารที่ถือพาสปอร์ตอาเซียนนะคะ  ที่สังเกตเหมือนจะมีแต่นักธุรกิจ และก็เป็นคนสิงคโปร์ค่ะ ส่วนเราเป็นนักท่องเที่ยวเด็กน้อยเท่านั้น พอถึงคิวเรา ตม.ก็ถามค่ะ เป็นคนไทย มาอยู่กี่วัน มาทำไม
เราก็บอกว่าบินมาจากกรุงเทพ มาเที่ยว 4 วันค่ะ วันที่ 11 ก็บินกลับ กทม.ค่ะ
เค้าถามว่ามากี่คน?
อ่า มาคนเดียวค่ะ อะโลน,ยูโน้ว
เค้าก็ตกใจนิดหน่อย แบบว่ามาคนเดียว
เราเลยถามว่ามันปลอดภัยมั้ย มาเที่ยวคนเดียว?
เค้าบอกว่า ฉันคิดว่าน่าจะปลอดภัยนะ

แล้วก็ปั๊มโป้ง คืนพาสปอร์ตมาให้ค่ะ บอกว่า "Thank you"
เราก็บอกว่า "Terima Kasih" (ยิ้มหวานๆ) ^^
ตม.บอกว่า "ซามา-ซามา"

ผ่านตม. ออกมาแล้ว ต่อไปเราก้จะเข้าไปในเมืองกันค่ะ การเข้าเมืองทำได้หลายแบบ รถไฟด่วน KL express จะด่วนสุด และน่าจะแพงสุด ตอนนี้ขึ้นราคาจาก 35 ริงกิต เป็น 55 ริงกิตแล้วค่ะ เราไม่รีบ เลยจะนั่งรถบัสเข้าเมืองค่ะ


เดินตามป้ายที่เขียนว่า Bus ค่ะ แถวก็จะมาเจอโถงแบบนี้ เป็นที่จอดรถบัส เดี๋ยวขอส่องแป๊บนึง
เคาท์เตอร์เขียวๆ ฝั่งซ้ายมือเป็น เคาท์เตอร์ขายตั๋วไป KL sentral ค่ะ



ค่ารถ 10 ริงกิตเท่านั้นค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง รถออกตรงเวลาค่ะ ซื้อตั๋วปุ๊บ รีบวิ่งขึ้นรถเลยค่ะ
ที่นั่ง นั่งตรงไหนก็ได้ค่ะ ตามใจชอบ ^^


บรรยากาศภายในรถบัส สะอาดดีค่ะ เบาะใหญ่ นั่งสบาย รอบนี้คนไม่เต็ม


ดูวิวข้างนอกกันบ้าง ที่มาเลจะเขียวๆค่ะ ต้นไม้เยอะดี
ที่มาเลใช้ภาษาบาร์ฮาซ่าเป็นภาษาหลักค่ะ


นั่งมาประมาณไม่ถึง 1 ชั่วโมงรถก็มาจอดใต้ตึก NU sentral mall ค่ะ ก็เดินลงจากรถ ตามคนข้างๆมางงๆ
แล้วก็ขึ้นลิฟท์มาชั้นที่เป็นในส่วนของ shopping ออกมาจากลิฟท์แล้วเป็นแบบนี้ เราจะเอากระเป๋าไปเก็บและไปพักผ่อนที่ Pods Backpacker hostel ค่ะ อยู่ใกล้ๆนี่เอง


ด้านหน้าที่พักค่ะ อยู่ไม่ไกลจากห้าง Nu central mall ค่ะ จองผ่านเว็บ booking.com ได้เลย
จองเป็น Female dorm 4 เตียงค่ะ มีล็อคเกอร์ ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัวให้ค่ะ ห้องน้ำรวม มีอาหารเช้าให้ด้วยค่ะ



สภาพภายในห้อง สะอาดค่ะ เป็นห้องพัดลมค่ะ แต่ก็ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอะไร ราคา 35 ริงกิตค่ะ บวกค่ามัดจำกุญแจอีก 20 ริงกิตค่ะ ได้คืนตอนเช็คเอาท์ สตาฟอัธยาศัยดีค่ะ ส่วนตัวเราโอเค กับราคาที่จ่ายไป เพราะแลกกับทำเลที่สะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า


หลังจากนั้นก็นอนสลบไปค่ะ ด้วยความเพลีย ตื่นมาอีกทีบ่ายสามกว่า เลยออกไปหาอะไรทาน ระหว่างเดินไปห้าง Nu sentral mall รถเมล์แบบเดียวกับที่ปีนังเลย


ฝากท้องไว้ที่ฟู้ดคอร์สของห้าง Nu sentral mall ค่ะ ได้มาหน้าตาแบบนี้มีข้าวด้วย ประมาณ 10 ริงกิต


จากนั้นก็สองจิตสองใจว่าจะไปถ่าบรูปกับตึกแฝดปิโตรนาสดีมั้ย เนื่องจากงงกับระบบรถไฟฟ้าของKL อยู่ค่ะ คือของเค้าจะคนละบริษัทค่ะ แต่ก็เชื่อมกัน เอ๊ะยังไง? ทานข้าวเสร็จเลยลงไปดูที่สถานี
สถานี KL Sentral เป็นศูนย์กลางคมนาคมเลยค่ะ ตัวสถานีจะอยู่ในห้าง Nu sentral mall ค่ะ



หลังจากเดินวนไปวนมา แอบดูคนอื่นซื้อตั๋ว เราก็จัดการไปหยอดตั๋วมา ไม่ยากค่ะก็กดเลือกสถานี หยอดเงินตามนั้น ถ้าเกินเครื่องก็จะทอนเงินให้ค่ะ แล้วก็หยิบเหรียญมา อยากจะบอกว่า หยอดครั้งแรกลืมกดเปลี่ยนภาษาค่ะ นึกว่าเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็จิ้มมามั่วๆ ก็ได้เหรียญมาค่ะ ฮ่าๆๆๆ
ค่าโดยสารถูกค่ะ 2.4 ริงกิต ประมาณ 20 บาทเอง

ขั้นตอนซื้อตั๋วขึ้นรถไฟฟ้าที่ KL ด้วยตัวเอง สามารถดูรีวิวได้ที่นี่จ้า >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2017/02/kl.html


จาก KL Sentral ก็จะนั่งไปตึกแฝด ให้ลงสถานี KLCC ค่ะ เป็นรถไฟ LRT ค่ะ นั่งมา 5 สถานี
ตอนเย็นคนเยอะค่ะ ระหว่างรอรถไฟมา แต่จะมีป้ายบอกตลอดว่าอีกกี่นาที รถไฟขบวนถัดไปจะมา


นั่งมาถึงสถานี KLCC ไม่ต้องงงนะคะ ว่าออก exitไหน บังคับออกทางเดียวค่ะ ฮ่าๆ
เดินตามคนข้างหน้ามาเรื่อยๆ  เดินวนๆพักนึงก็ออกมาข้างนอก  แหงนหน้าขึ้นไปมองหาตึกแฝด
ก็เจอตึกแฝดค่ะ เดี๋ยวจะเดินไปหน้า Suria KLCC ค่ะ จะมีน้ำพุ เป็นลานกว้างๆให้นั่งเล่นค่ะ


เดินข้ามถนน เข้ามาในห้าง Suria ค่ะ แล้วก็เดินออกมาด้านนอกที่มีน้ำพุ มองหันหลังกลับไป
ตึกแฝดปิโตรนาส สูงมากกกกก แหงนดูคอจะหัก ><


 ด้านหน้าของห้างมี น้ำพุเต้นระบำด้วยค่ะ บรรยากาศดี เย็นๆมานั่งเล่นชิวๆได้


บรรยากาศหน้าห้าง มีนักท่องเที่ยวมานั่งเล่น ถ่ายรูปเยอะแยะเลยค่ะ


จะทุ่มนึงแล้ว ที่ KL ยังไม่มืดเลยค่ะ ><


ระหว่างรอ ตึกแฝดเปิดไฟตอนกลางคืนก็เลยไปหาอะไรเย็นทานในห้าง Suria ค่ะ
ได้ชาเขียวมา 1 แก้ว ^^


ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วค่ะ น้ำพุเต้นระบำกันอีกรอบ


สวยดีค่ะ ดูกันเพลินๆ

ตึกแฝดเริ่มเปิดไฟแล้วค่ะ ^^


ท้องฟ้าเริ่มมืดเรื่อยๆ ตอนนี้เกือบ สองทุ่มแล้วค่ะ ที่มาเลเซียเวลาจะเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงนะคะ


น้ำพุด้านหน้าห้าง Suria

ตึกแฝดปิโตรนาส เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่น่ามาถ่ายรูป เมื่อมาเยือน KL ค่ะ 

ดูในรูปอาจจะเฉยๆนะคะ ต้องมาดูของจริงค่ะ สูงมาก สวยงาม ประทับใจแน่นอน

จากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้ากลับไปพักผ่อนค่ะ เตรียมตัวสำหรับไปมะละกาในวันรุ่งขึ้น


ปิดท้าย part แรกด้วยรูปนี้นะคะ เดี๋ยวมาตามกันต่อที่ Part 2
ไปเที่ยวมะละกา เมืองมรดกโลกกันค่ะ ^^ Part 2 >> http://journeyofarrow.blogspot.com/2017/02/kl-part-2-selamat-datang-ke-melaka.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น